จานดาวเทียม หรือจานรับสัญญาณดาวเทียมหมายถึง สายอากาศชนิดหนึ่งซึ่งออกแบบเฉพาะเพื่อให้เหมาะสมกับการรับสัญญาณจากดาวเทียม ที่ลอยอยู่ในอวกาศและส่งสัญญาณกลับลงมายังพื้นโลก โดยทั่วไปมักมีรูปทรงเป็นรูปจานโค้งแบบพาราโบลา เพื่อ
ให้เกิดการรวมและสะท้อนสัญญาณอย่างมีประสิทธิภาพ
พื้นผิวสำหรับของจานรับสัญญาณสามารถเป็นได้ทั้งพื้นผิวแบบทึบ
และพื้นผิวแบบโปร่ง
ซึ่งพื้นผิวแบบทึบลมจะไม่สามารถผ่านได้จึงต้านลมมากกว่าแบบโปร่ง
ขนาดของจานรับสัญญาญดาวเทียมขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญสองประการ
- ขนาดของสัญญาณที่รับมาจากดาวเทียม
- ขนาดของสัญญาณรบกวน
ถ้า
อัตราส่วนระหว่างสัญญาณจากดาวเทียมกับสัญญาณรบกวนมีค่ามากเท่าใด
ขนาดของจานก็จะเล็กมากเท่านั้น สัญญาณรบกวนมีที่มาได้ 3 ทางหลัก ๆ คือ
- สัญญาณจากฟากฟ้า
- สัญญาณจากพื้นโลกที่มาจากธรรมชาติ
- สัญญาณจากพื้นโลกที่มิใช่จากธรรมชาติ (เกิดจากมนุษย์)
โดยปกติแล้วกำลังสัญญาณจากดาวเทียมจะมีค่าต่ำมาก จึงต้องได้รับการขยายสัญญาณจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า แอลเอ็นบี (LNB)
ระบบจานรับสัญญาณดาวเทียมในปัจจุบัน
ปัจจุบันจานรับสัญญาณดาวเทียม แบ่งออกเป็นดังนี้คือ
1.จานรับสัญญาณดาวเทียมแบบ C-Band มีทั้งแบบฟิกซ์(FIX) หรืออยู่กับที่ และแบบมูฟ(MOVE) หรือแบบเคลื่อนที่ จะรับได้เฉพาะช่องที่ส่งเป็นแบบC-Band หรือที่กันว่า"จานดำ"
2.จานรับสัญญาณดาวเทียมแบบ KU-Band เป็นจานรับดาวเทียมที่มีขนาดเล็กกว่าจานดำ
3.จานรับสัญญาณดาวเทียมแบบ C/KU-Band มีทั้งแบบฟิกซ์(FIX) หรืออยู่กับที่ และแบบมูฟ(MOVE) หรือแบบเคลื่อนที่ รับชมช่องดาวเทียมได้มากกว่าแบบC-Band รับดาวเทียมได้หลายดวงทั้งC-Band และKU-Band
ข้อดีและข้อเสียของจานแบบ C-Band กับแบบ KU-Band
●แบบ C - Band จะส่งคลื่นความถี่กลับมายังโลกอยู่ในช่วงความถี่ 3.4 - 4.2 GHz ซึ่งจะมีฟุตปริ้นท์ ที่มีขนาดกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ การให้บริการได้หลายประเทศ เช่น ของดาวเทียมไทยคม 2/5 พื้นที่ให้บริการ คือทวีปเอเชีย และยุโรปบางส่วน
ข้อดี: การ ใช้ดาวเทียม ระบบนี้เหมาะที่จะใช้ในประเทศใหญ่ๆ เพราะครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้หลายประเทศ ซึ่งใช้ดาวเทียมหนึ่งดวง ก็ถ่ายทอดสัญญาณได้ ทั่วประเทศและยังถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย เช่น จีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม เป็นต้น
ข้อเสีย: เนื่องจากส่งครอบคลุมพื้นที่กว้างๆ ความเข็มของสัญญาณจะต่ำ จึงต้อง ใช้จาน 4 - 10 ฟุต ขนาดใหญ่รับสัญญาณภาพจึงจะคมชัด
●แบบ KU - Band จะส่งคลื่นความถี่ 10 - 12 GHz สูงกว่าความถี่ C-Band สัญญาณ ที่ส่งจะครอบคลุมพื้นที่ได้น้อย จึงเหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเฉพาะภายในประเทศ
ข้อดี: ความเข้มของสัญญาณสูงมาก ใช้จานขนาเล็กๆ 60 - 120 เซนติเมตร ก็สามารถรับสัญญาณได้แล้ว เหมาะสำหรับส่งสัญญาณเฉพาะภายในประเทศ เช่น สัญญาณ CABLE TV (UBC)
ข้อเสีย: ฟุตปริ้นท์ระบบ KU-Band จะ แคบ ส่งเฉพาะจุดที่ต้องการ ครอบคลุมพื้นที่ได้น้อยทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาในการรับสัญญาณภาพ เวลาเกิดฝนตกภาพจะไม่มี สาเหตุเนื่องมาจากความถี่ของ KU-Band จะสูงมากเมื่อผ่านเมฆฝน
ข้อดี: การ ใช้ดาวเทียม ระบบนี้เหมาะที่จะใช้ในประเทศใหญ่ๆ เพราะครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้หลายประเทศ ซึ่งใช้ดาวเทียมหนึ่งดวง ก็ถ่ายทอดสัญญาณได้ ทั่วประเทศและยังถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย เช่น จีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม เป็นต้น
ข้อเสีย: เนื่องจากส่งครอบคลุมพื้นที่กว้างๆ ความเข็มของสัญญาณจะต่ำ จึงต้อง ใช้จาน 4 - 10 ฟุต ขนาดใหญ่รับสัญญาณภาพจึงจะคมชัด
●แบบ KU - Band จะส่งคลื่นความถี่ 10 - 12 GHz สูงกว่าความถี่ C-Band สัญญาณ ที่ส่งจะครอบคลุมพื้นที่ได้น้อย จึงเหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเฉพาะภายในประเทศ
ข้อดี: ความเข้มของสัญญาณสูงมาก ใช้จานขนาเล็กๆ 60 - 120 เซนติเมตร ก็สามารถรับสัญญาณได้แล้ว เหมาะสำหรับส่งสัญญาณเฉพาะภายในประเทศ เช่น สัญญาณ CABLE TV (UBC)
ข้อเสีย: ฟุตปริ้นท์ระบบ KU-Band จะ แคบ ส่งเฉพาะจุดที่ต้องการ ครอบคลุมพื้นที่ได้น้อยทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาในการรับสัญญาณภาพ เวลาเกิดฝนตกภาพจะไม่มี สาเหตุเนื่องมาจากความถี่ของ KU-Band จะสูงมากเมื่อผ่านเมฆฝน
ติดจานดาวเทียมแบบไหนดี
1.เราต้องการจะติดจานรับดาวเทียมเพื่อดูอะไร
2.เรา
จะติดเพื่อแก้ปัญหาจากอะไร เช่น
เนื่องจากท้องที่ทางภูมิศาสตร์เต็มไปด้วยภูเขา หุบเขา
หรือเป็นเกาะอยู่ในทะเล ซึ่งการติดจานรับสัญญาณดาวเทียมจะมีความเหมาะสมมาก
3.เราจะติดจานรับดาวเทียมแบบไหนดีให้เหมาะกับสถานที่ของพื้นที่ในบ้านเรา C-Band หรือ KU-Band
4.เรา
ต้องการที่จะรับชมช่องรายการแบบดาวเทียมหลายดวงหรือแบบดวงเดียว
ซึ่งในการติดตั้งเราต้องแจ้งความประสงค์ให้ช่างที่ติดตั้งรับรู้
และปรึษากับทางช่างติดตังได้ถึงความต้องการของเรา
เกร็ดความรู้เล็กๆน้อย
●HDTV คือโทรทัศน์ระบบใหม่ที่มีความละเอียดสูง
●TV digital คือการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ซึ่งทำให้สามารถส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้ หลายช่องสัญญาณในอุปกรณ์ทวนสัญญาณเพียง ช่องเดียว
●TV analog หมายถึงการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบเก่าซึ่งจะสามารถส่งสัญญาณได้เพียงช่องเดียวต่ออุปกรณ์ทวนสัญญาณหนึ่งช่อง
●Radio digital หมายถึงการส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงด้วยระบบดิจิตอลซึ่งทำให้ได้คุณภาพ เสียงที่ดีและส่งได้จำนวนช่องมากกว่าระบบธรรมดา
●Radio analog หมายถึงการส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงแบบธรรมดาซึ่งจะใช้เครื่องรับที่มีราคาถูกในการรับฟัง
●Data หมายถึงการส่งข้อมูลอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่บริการที่เป็นสาธารณะ
●วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit) เป็นวงโคจรที่มีประโยชน์สำหรับการใช้งานดาวเทียมมากที่สุด สูงจากพื้นโลก 35,800 กิโลเมตร เหนือเส้นศูนย์สูตร
●OTA หรือ Update On Air คือระบบที่ผู้ผลิตนำมาใช้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า เพื่อใช้ในการอัพเดทช่องรายการต่างๆ ระบบ OTA จะอัพเดทช่องใหม่ให้เมื่อมีช่องใหม่ๆเพิ่มเข้ามา ระบบ OTA เป็นระบบสะดวกกับลูกค้าผู้บริโภคอย่างมาก
การ
ส่งสัญญาวิทยุและโทรทัศน์นั้น มีทั้งการส่งสัญญาณที่เป็นบริการสาธารณะ
และการส่งสัญญาณสำหรับผู้รับที่บอกรับเป็นสมาชิก
ที่ต้องเสียค่าบริการในการรับสัญญาณ
ซึ่งช่องสัญญาณเหล่านี้จะทำการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการรับสัญญาณโดยไม่ได้
รับอนุญาต
OTA คืออะไร
OTA ย่อมาจาก Over-The-Air แปลตรงตัวว่าผ่านทางอากาศ ซึ่งในความเป็นจริง OTA คือการถ่ายขอมูลจากดาวเทียมลงสู่เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมโดยตรง
ปกติ หากเราต้องการถ่ายข้อมูลใหม่ ๆ จากคอมพิวเตอร์ เข้าสู่เครื่องรับฯ เราจำเป็นต้องใช้สายอัพโหลดต่อเข้าไปที่พอร์ต RS232 ที่หลังเครื่องรับแต่ละเครื่อง ข้อจำกัดของวิธีการแบบนี้คือ ช่างติดตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และต้องมีคอมพิวเตอร์ที่มีพอร์ต RS232 โดยการอัพโหลดแต่ละครั้งก็ทำได้แค่ครั้งละ 1 เครื่อง ยิ่งเครื่องรับฯ อยู่กระจัดกระจายกันคนละที่ช่างติดตั้งก็ต้องเสียเวลาเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ อีกด้วย ประกอบกับดาวเทียมไทยคมที่เราใช้รับชมช่องรายการกันเป็นหลักนั้นมีการจัดสรร ความถี่กันบ่อยครั้ง หากทุก ๆ ครั้งที่สถานีไทยคมเปลี่ยนแปลค่าความถี่ นั้นหมายถึงว่า ช่างติดตั้งจะต้องเข้าไปเปลี่ยนความถี่ที่เครื่องรับฯ ตามบ้านลูกค้าแต่ละที่ ซึ่งสร้างความไม่สะดวกและเกิดค่าใช้จ่ายตามมาอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้
OTA สำคัญและมีประโยชน์อย่างไร
ใน ปัจจุบัน ช่องรายการที่ออกอากาศจะเป็นระบบดิจิตอลเกือบทั้งหมด เพราะข้อดีที่เห็นได้ชัดคือราคาถูก และมีความชัดเจนกว่าระบบอนาล็อกมากกว่าหลายเท่า ประกอบกับกฏหมายด้านโทรคมนาคมในประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน เพราะในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่กฏหมายที่บังคับใช้อยู่นั้นเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 หากนับย้อนไปเวลากว่า 52 ปี แน่นอนที่สุดว่าเนื้อหาจะล้าหลังชนิดที่จินตนาการไม่ได้เลยทีเดียว ฉะนั้นกฎหมายตัวใหม่จะถูกผลักดันให้มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่กำลังใช้อยู่มากขึ้น ที่แน่ ๆ คือจะเป็นการนำเอาช่องรายการที่เกิดขึ้น ก่อหน้านี้หลายสิบช่องกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐ เมื่อความชัดเจนเกิดขึ้น อุตสาหกรรมการถ่ายทอดรายการไทยผ่านดาวเทียมจะเฟื่องฟูขึ้นอย่างทวีคูณ นั้นหมายถึงว่าช่องรายการใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นมาอีกอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญคือ หากผู้ใช้จานดาวเทียม ไม่ทราบความถี่ใหม่ๆ ในแต่ละช่องรายการ หรือรู้แต่จูนเข้าไปในเครื่องรับสัญญาณไม่ได้ ผู้ใช้ก็ไม่สามารถรับชมช่องใหม่ ๆ ได้ หากจูนได้ก็ต้องยอมเสียเวลานั่งเรืยงช่องใหม่ เพราะการค้นหาช่องรายการใหม่ ช่องรายการใหม่จะไปอยู่ท้ายสุดเสมอ หากเราต้องการให้ช่องรายการนั้น ๆ อยู่ในลำดับต้น ๆ เราก็ต้องรู้วิธีการเรืยงช่อง และต้องค่อย ๆ เรียงไป ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าช่องนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องความถี่ หรือหยุดส่งเมื่อใด แต่ถ้าเรามีฟังชั่น OTA ข้อมูลใหม่ ๆ ที่มีการอัพเดทจะถูกถ่ายลงเครื่องรับ โดยอัตโนมัติพร้อมทั้งมีการเรียงช่องให้เสร็จสรรพ ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ไม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไป การ OTA จึงเป็นเทคโนโลยีในการเพิ่มช่องแก้ไขช่องรายการอัตโนมัติผ่านดาวเทียม ซึ่งเกิดประโยชน์ทั้งผู้ส่งรายการ (Content Provider), ช่องติดตั้ง (Installer) และผู้รับชม (End-User) เพราะผู้ส่งรายการก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้ชมจะไม่รู้ว่ามีช่องรายการใหม่ ช่างติดตั้งก็ไม่ต้องห่วงว่าหากมีช่องรายการใหม่ๆ มาจะต้องเดินทางไปทำการจูนช่องที่เครื่องรับฯ ทุกๆ บ้านในเวลาเดียวกัน และแน่นอนว่าผู้ใช้หรือผู้รับชมก็สามารถรับรู้ และรับชมช่องรายการใหม่ได้ทันทีหลังจากเครื่องรับฯ ทำการ OTA ผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องรอช่างติดตั้งให้ มาคอยบริการ ซึ่งบางครั้งช่างติดตั้งอาจจำเป็นต้องเรียกค่าบริการเพิ่มเติมอีกด้วย
ข้อมูลจาก http://www.psisat.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น